ทำไมเด็กเรียนครัว ถึงอยากไปฝึกงานที่ Foxwoods Resort Casino

สำหรับน้องๆ ที่กำลังเรียนในสายครัว หรือ สาย Hospitality แล้วอยากได้ประสบการณ์ที่แตกต่าง Foxwoods Resort Casino เป็นอีกหนึ่งที่ ที่ไม่ควรมองข้าม เพราะที่นี่ไม่เพียงแต่เป็นโรงแรมสุดหรูระดับโลก แต่ที่นี่คือสนามซ้อมจริงของน้องๆ ที่เรียนในสายเชฟ วันนี้พี่ IEE ยกตัวอย่างห้องครัวที่ถ้าได้ไปทำงานที่นี่ น้องๆ ไม่ควรพลาด

ฝึกงานกับเชฟตัวจริง ทำของจริง ในครัวจริง

สำหรับใครที่เคยดูรายการ Hell’s Kitchen ของเชฟ Gordon Ramsay แล้วคิดว่าอยากลองเจอสถานการณ์จริงๆ แบบนั้นบ้างนี่คือโอกาสทอง เพราะเชฟ Gordon Ramsay ได้ยกห้องอาหาร Hell’s Kitchen มาไว้ที่ Foxwoods แล้ว โดยที่นี่จะอยู่ภายใต้การดูแลของเชฟ Kyle Timpson ผู้ชนะจาก Hell’s Kitchen ซีซั่นล่าสุด น้องๆ ที่ไปฝึกงานที่นี่จะได้อยู่ในครัวที่ทุกจานต้องเร็ว เป๊ะ และมีมาตรฐานสูงมาก เหมือนอยู่ในรอบไฟนอลของรายการในทุกๆ วัน

Momosan by Morimoto เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นของเชฟ Masaharu Morimoto จาก Iron Chef ที่ขึ้นชื่อเรื่องความละเอียดทุกขั้นตอน ตั้งแต่วัตถุดิบยันจังหวะการเสิร์ฟ น้องๆ จะได้ฝึกการคุมรส จัดจานแบบญี่ปุ่นแท้ๆ และเรียนรู้ว่าทำไมคำว่า “สมดุล” ถึงสำคัญในทุกจาน

David Burke Prime สายเนื้อต้องกรี๊ด เพราะที่นี่คือร้านของเชฟ David Burke คนที่คิดเทคนิค dry – aging เนื้อระดับโลก และจดสิทธิบัตรไว้เอง น้องๆ จะได้ฝึกทั้งการเลือกเนื้อ บ่มเนื้อ และกริลล์ให้ออกมาเป๊ะตามระดับความสุกแบบที่เชฟระดับท็อปเขาทำกันจริงๆ

Red Lantern ร้านอาหารจีนโมเดิร์นที่เทคนิคเยอะมาก ต้องเร็ว ต้องเป๊ะ และต้องใจเย็นสุดๆ น้องๆ จะได้ฝึกทั้งการทำติ่มซำ เมนูผัดไฟแรง รวมถึงการทำงานเป็นทีมในจังหวะที่เร่งสุดๆ

สุดท้าย Seoul Alley & Yummy Bite สายเกาหลี และสายเบเกอรี่ห้ามพลาด เพราะที่นี่รวมไว้หมดแล้ว ทั้งของคาวแบบดั้งเดิมและของหวานสไตล์คาเฟ่เกาหลีที่กำลังฮิตทั่วโลก

พี่ IEE อยากบอกน้องๆ ที่สนใจในโรงแรมนี้ว่าสิ่งที่ Foxwoods ให้ไม่ใช่แค่ชื่อร้านหรูในเรซูเม่ ที่เชฟในไทยเห็นแล้วอยากได้ตัว แต่สิ่งที่เราได้มากกว่านั้นคือเราจะได้ฝึกการวางแผนเมนู การคุมต้นทุน คุมทีม ไปจนถึงการลงมือทำจานต่อจานในสภาพแวดล้อมจริง ใครที่ฝันอยากเป็นเชฟ อยากเปิดร้าน หรืออยากมีโอกาสทำงานครัวในต่างประเทศ ที่นี่คือหนึ่งในก้าวที่สำคัญมากๆ ที่จะช่วยให้เราไปถึงจุดนั้นเร็วขึ้น

รู้หรือไม่…ที่อเมริกาก็มีงานสงกรานต์

              อย่างที่ทุกคนรู้ ๆ กันว่าวันสงกรานต์คือวันขึ้นปีใหม่ในอดีตตั้งแต่ประเทศของเรายังใช้ชื่อว่า “สยาม” ต่อมาจนกระทั่งปี พ.ศ. 2481 จึ่งเปลี่ยนให้วันขึ้นปีใหม่เป็นวันที่ 1 มกราคมตามสากล ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของไทยจะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 13-15 เมษายนของทุกปี แต่น้อง ๆ รู้กันไหมว่าที่อเมริกาก็มีประเพณีงานสงกรานต์เช่นเดียวกัน

โดยงานสงกรานต์ที่อเมริกาจะจัดขึ้นที่ Minnesota State Capitol เมือง St. Paul รัฐ Minnesota ซึ่งเป็นใจกลางเมืองและเป็นสถานที่สำคัญมาก ๆ เพราะจัดขึ้นที่ตึกรัฐสภาของรัฐ Minnesota เลย โดยภายในงานก็จะเป็นการจัดกิจกรรมต่าง ๆ แบบ ไทย ๆ เช่น การแสดงจากทุกภาคของไทย, การเดินขบวนชุดไทย และที่สำคัญอาหารและของต่าง ๆ ที่เป็นของไทย แต่ที่นี่จะยังไม่มีการเล่นสาดน้ำกันแบบที่ไทยนะ โดยจะจัดกันในวันที่ 10 พฤษภาคม ถึงวันที่ 11 พฤศภาคม 2025 และเหตุผลที่จัดในเดือนพฤษภาคมก็เพราะ ที่ Minnesota ในช่วงเมษายนยังเป็นช่วงหน้าหนาวและมีอุณหภูมิที่หนาวเกินกว่าที่จะจัดงาน outdoor นั่นเอง

และอีกที่นึงคือที่รัฐ California เมือง Los Angeles โดยจะจัดงานกันที่ Thai Town โดยงานก็จะมีลักษณธที่คล้าย ๆ กับกับที่ Minnesota คือมีการแสดงจากประเทศไทย, มีโชว์มวยไทย, มีอาหารและของจากประเทศไทยมาขาย, มีการเดินพาเหรดในชุดไทยและชุดประจำในแต่ละภาคของไทย และยังมีการประกวดนางนพมาศ โดยงานที่ Los Angeles จะจัดขึ้นในวันที่ 27 เมษายน 2025 เวลา 9 โมงเช้าถึง 4 ทุ่มเลย

และที่สำคัญ สองงานนี้เข้า ฟรี!!!

หากน้อง ๆ คนไหนที่ไปทำงานหรือฝึกงานอยู่ที่อเมริกา แล้วคิดถึงบรรยากาศงานสงกรานต์แบบไทย ๆ ก็สามารถไปสถานที่ที่น้อง ๆ สะดวกกันได้เลย ส่วนน้อง ๆ คนไหนอยากไปฝึกงานที่อเมริกาแล้วไปสัมผัสบรรยากาศงานวันสงกรานต์ที่นู่น ก็สามารถติดต่อพี่ ๆ ได้เลย

มาทำความรู้จักร้านอาหารของเซเลบริตี้เชฟในอเมริกากัน

ถ้าน้องๆ เป็นคนที่ชอบดูรายการทำอาหารหรือรายการแข่งขันการทำอาหารของอเมริกา น้องๆ ก็อาจจะคุ้นหน้าเชฟ Gordon Ramsey ที่เป็นพิธีกรและเจ้าของรายการ Hell’s Kitchen และยังเป็นพิธีกรรายการ MasterChef อเมริกา หรืออีกคนอย่าง Guy Fieri ที่จะเป็นพิธีกรหลักให้กับช่อง Food Network ช่องแนะนำและทำอาหารของอเมริกา แล้วน้องๆ รู้ไหมว่าพวกเขาเหล่านี้นั้นมีร้านอาหารเป็นของตัวเองด้วยเช่นเดียวกัน วันนี้พี่ๆ ก็จะมาบอกว่าร้านอาหารของเซเลบริตี้เชฟมีที่ไหนและใครเป็นเจ้าของบ้าง

Gordon Ramsey

              เชฟและพิธีกรชื่อดังที่มีมิชลินสตาร์ถึง 16 ดวง เขาเป็นเชฟที่โด่งดังมาจากรายการ Hell’s Kitchen จากบุคลิกของเขาในรายการที่ดุดัน และใช้คำที่รุนแรงต่อผู้เข้าแข่งขัน ในปัจจุบันเขามีร้านอาหารอยู่ทั่วโลกเกือบ 90 ร้าน เช่น

  1. Hell’s Kitchen: ร้านอาหารที่มี theme มาจากรายการของเขา เมนูหลักๆ ที่ต้องสั่งเลยคือ Beef Wellington และ Sticky Toffee Pudding with Caramel Sauce & Ice Cream โดยสาขาที่น้องสามารถไปฝึกงานได้เช่น Foxwood, Harrah’s Lake Tahoe, Harrah’s Southern California
  2. Gordon Ramsey Steak: ร้าน steakhouse สไตล์ลอนดอน มี 6 สาขา เช่น Harrah’s North Kansas , Harrah’s Atlantic city ,  Horseshoes Casino Baltimore Maryland 
  3. Gordon Ramsey Fish and Chip: โดนเด่นเรื่องความหลากหลายของซอส ที่ปกติ ฟิชแอนด์ชิปส์ จะกินคู่กับ ซอสทาร์ทาร์ แต่ที่ร้านก็จะมีหลายตัวเลือก เช่น ซอสแกงกะหรี่และมะม่วง ซอสศรีราชาไอโอลี   มีที่สาขาที่โรงแรม The LINQ  Las Vegas , The Row Reno

Guy Fieri

เชฟและพิธีกรชื่อดังจากช่อง Food Network เขาเริ่มทำงานสายอาหารตั้งแต่ 10 ขวบ โดยเริ่มจากการขาย prezzel ในร้านของครอบครัวของเขา ต่อมาได้เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่ฝรั่งเศสจนทำให้เกิดความสนใจด้านอาหารมากขึ้น ปัจจุบันเขามีร้านอาหารมากกว่า 90 ร้าน ใน 17 แบรนด์ ยกตัวอย่างเช่น

  1. Guy Fieri’s Kitchen & Bar: ร้านอาหารที่เสริฟเมนู signature ของเชฟ Guy Fieri เช่น Trash Can Nachos นาโช่ที่อัดอยู่ในถังเล็กๆ และเทออกมาเป็นหอคอย nachos และอีกเมนูที่ควรสั่งเลยคือ Bacon Mac ‘N’ Cheese Burger with Crispy Applewood Bacon เมนูที่ใส่ชีสถึง 6 ชนิดใน mac ‘n’ cheese และเบค่อนที่อบด้วยไม้แอปเปิ้ลจึงทำให้มีความหอมและรสชาติอร่อยเป้นอย่างมาก ร้านนี้มีหลายสาขาที่น้องๆ สามารถไปฝึกงานได้เช่น Foxwoods,  Live Casino , The Linq ,  Harrah’s Cherokee และ Harrah’s Iowa
  2. Chicken Guy!: ร้านไก่ทอดที่มีแซนด์วิช signature ของเชฟ Fieri แล้วก็มีซอส 22 ชนิดให้เลือกอีกด้วย ร้านนี้มี 11 สาขา ยกตัวอย่างเช่นที่ Ceasar Palace หรือที่ Harrah’s Atlantic City

นอกจากนี้ก็ยังมีเชฟท่านอื่นๆ ด้วยเช่น เชฟ Nobu Matsuhisa เชฟที่เป็นที่รู้จักจากอาหารฟิวชั่นระหว่างอาหารญี่ปุ่นผสมกับอาหารเปรู และอีกคนก็คือเชฟ Bobby Flay เชฟที่เป็นเจ้าของรายการใน Food Network หลายรายการเช่นเดียวกันกับเชฟ Guy Fieri

หากน้องๆ อยากไปฝึกงานที่ร้านอาหารของเชฟชื่อดังเหล่านี้ น้องๆสามารถติดต่อพี่ๆ ผ่านช่องทางข้างล่างนี้ได้เลย

แอพไหนบ้างที่มันต้องมีที่อเมริกา

น้องๆ คนไหนที่พึ่งเคยไปอเมริกาครั้งแรกก็อาจจะยังงงๆ อยู่ว่าแอพที่เราใช้ได้ในประเทศไทยมันจะใช้ได้ที่ประเทศอเมริกาหรือเปล่า Grab หรือ Line Man เราจะเรียกใช้บริการที่นั่นได้มั้ย หรือแอพธนาคารจะใช้ที่นั่นได้รึเปล่า วันนี้พี่ๆ จะมาบอกให้รู้ว่าแอพประเภทไหนบ้างที่จำเป็นเวลาที่เราอยู่อเมริกา

  • Language Application

แน่นอนว่าแอพประเภทนี้จำเป็นมากๆ เวลาที่เราอยู่ต่างประเทศและประเทศนั้นใช้ภาษาอื่นที่ไม่ใช่ภาษาแม่ของเรา และแน่นอน แอพที่ทุกคนนึกถึงเป็นอันดับแรกก็ต้องเป็น Google Translate แอพแปลภาษายอดฮิต แต่ในบางครั้ง Google Translate ก็ไม่สามารถแปลให้ตรงความหมายได้ทั้งหมด โดยเฉพาะศัพท์แสลงหรือศัพท์เฉพาะในแต่และท้องถิ่น แต่ก็ไม่ต้องกังวลเพราะ Urban Dictionary เป็นแอพที่รวมคำศัพท์เฉพาะและแสลงไว้ทั้งหมด ทำให้เราสามารถเข้าใจศัพท์ของคนท้องถิ่นได้

  • Transit Application

แอพประเภทนี้ก็จำเป็นสำหรับสายที่ชอบเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะ โดยแอพที่จะแนะนำคือแอพ Transit ที่จะเอาไว้ดูระบบขนส่งในแต่ละท้องถิ่น และยังสามารถบอกระยะทางและคำนวณระยะเวลาได้ ส่วนใครที่คิดถึงการเรียกรถมารับแบบ Grab หรือ Line Man ที่อเมริกาจะมีเป็น Uber และ Lyft แทน

  • Accommodation Application

หากน้องๆ อยากไปเที่ยววันหยุดแบบค้างคืน แน่นอนว่าเราก็ต้องจองที่พัก แอพที่พี่ๆ แนะนำเลยคือ Airbnb เป็นแอพที่บริการให้เช่าที่พักในแบบที่เจ้าของบ้านเปิดให้เช่าบ้านเป็นระยะสั้นๆ เพื่อให้คนเข้ามาพัก

  • Food and Service Application

หากน้องๆ หิวแล้วน้องขี้เกียจออกไปซื้ออาหาร แอพ food delivery คือคำตอบ โดยคนอเมริกันจะนิยมใช้ Yelp ในการสั่งอาหาร และก็มีแอพใหม่ๆ เพิ่มขึ้นมาอีกมากมายเช่น DoorDash, Grubhub, Uber Eats และอีกมากมาย

  • Shopping Application

สำหรับสายช็อป คงถูกใจแอพพวกนี้เป็นอย่างมาก แอพที่มีที่อเมริกาจะมี Amazon ที่ขายเกือบทุกอย่างที่น้องๆ นึกออก, Ebay แอพซื้อขายของมือสอง และ Facebook Marketplace ที่ก็สามารถซื้อและขายของมือสองได้เช่นเดียวกัน

  • Money Transfer Application

ทำงานได้เงินมาก็ต้องส่งเงินกลับบ้านใช่ไหม แอพ Wise แอพที่บริการด้านนี้โดยเฉพาะเลย

5 อาหารอเมริกันที่ห้ามพลาดถ้าไปอเมริกา

น้องๆ หลายคนมีเป้าหมายในการไปต่างประเทศอเมริกาหลายๆ แบบ บางคนก็มีเป้าหมายในการไปเที่ยวในสถานที่สำคัญ บางคนก็อยากไปตามรอยหนังดังต่างๆ แต่ก็มีไม่น้องที่อยากไปลองทานอาหารอเมริกัน โดยเฉพาะน้องๆ Internship หลายคนที่ต้องทำงานเกี่ยวกับอาหาร พี่ๆ เชื่อว่าน้องๆ ต้องอยากลองอาหารอเมริกันที่นั่นแน่นอน และอาหาร 5 อย่างนี้คืออาหารของชาวอเมริกันที่ไม่ควรพลาด

  • Cheeseburger: เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในอาหารประจำชาติของอเมริกาเลย แต่คลาสสิคชีสเบอร์เกอร์ที่อร่อยที่สุดก็ต้องเป็นที่ California
  • Mac and Cheese: ชีสกับพาสต้าคือวัตถุดิบสองอย่างที่ต้องอยู่คู่กับครัวอเมริกัน แล้วถ้าเป็นแบบนั้น ทำไมไม่เอาสองอย่างมารวมกันล่ะ เมนูนี้เกิดขึ้นมาจากประธานาธิบดี Thomas Jefferson ที่ชอบเมนูนี้มากๆ ตอนที่ไปยุโรป จึงให้ขอให้แม่ครัวทำเป็นมื้อเย็นที่ทำเนียบขาว จากนั้นเป็นต้นมา Mac and Cheese ก็เป็นหนึ่งในเมนูประจำชาติของอเมริกา
  • Philly cheese steak: เป็นเมนูที่รูปร่างคล้าย sandwich โดยที่ข้างในจะมีหอมใหญ่ พริกหยวก ชีสและเครื่องเทศ และที่เป็นไฮไลต์คือเนื้อชิ้นใหญ่ๆ ฉ่ำๆ ที่อยู่ข้างใน โดยร้านที่มีชื่อเสียงจะอยู่ที่ Philadelphia
  • Buffalo Wings: ปีกไก่ทอดที่มีชื่อเสียงของอเมริกา เป็นปีกไก่ทอดที่คลุกด้วย Buffalo Sauce ที่รสชาติเผ็ดร้อน เมนูนี้ได้รับความนิยมอย่างมากจนมีเทศกาล Buffalo Chicken Wing Festival กันเลยทีเดียว
  • Chicago-Style Pizza: ต้นกำเนิดของพิซซ่านั้นมาจากเมือง Naples, Italy แต่พิซซ่าที่แปลกจากต้นกำเนิดแต่อร่อยมากๆ คือพิซซ่าที่มาจาก Chicago ที่อัดแน่นไปด้วย ชีส, เนื้อสัตว์ และซอสพิซซ่าอย่างจุใจ

โรงแรมไหนบ้างที่อยู่ใกล้กับ New York City

หากพูดถึงประเทศอเมริกา เมืองที่น้องๆ อาจจะนึกถึงเป็นอันดับแรกๆ เลยคือ New York City หรือเมืองนิวยอร์คนั่นเอง ที่เมือง New York City มี landmark ที่สำคัญของอเมริกาอยู่มากมาย เช่น เทพีเสรีภาพ, ตึก Empire State, Time Square หรือ Central Park ถ้าน้องๆ อยากมาเที่ยวที่นี่บ่อยๆ น้องๆ ก็ต้องเลือกโรงแรมฝึกงานใกล้ๆ วันนี้พี่ๆ ก็จะมาบอกว่ามีโรงแรมไหนบ้างที่อยู่ใกล้กับ New York City

  • Foxwood : Foxwood ตั้งอยู่ในรัฐ Connecticut เมือง Mashantucket ซึ่งก็อยู่ใกล้กับโรงแรมที่จะพูดถึงในข้อต่อไปนั่นคือ Mohegan Sun และน้องๆ สามารถเดินทางโดยรถจาก Foxwood ไปที่ New York City โดยใช้เวลาแค่ 3 ชั่วโมงเท่านั้น นอกจากนี้ก็สามารถไปเที่ยวที่เมือง New London หรือ Boston ได้เช่นเดียวกัน
  • Mohegan Sun : ตั้งอยู่ในรัฐ Connecticut (รัฐเดียวกันกับ Foxwood) เมือง Uncasville ที่นี่อยู่ใกล้กับ Tanger Outlet และยังเป็นสถานที่ทำงานของเชฟชื่อดังรับโลกอย่างเชฟ Lynn Mansel โดยที่นี่จะห่างจาก New York City ประมาณ 3 ชั่วโมงหากเดินทางโดยรถยนต์ แล้วก็สามารถนั่งรถไฟไป Boston เพียงแค่ 2 ชั่วโมง
  • Turning Stone : Full Entertainment Hotel ที่มีเชื่อเสียงของรัฐ New York อยู่ใกล้กับน้ำตกไนแองการา และหากเดินทางด้วยรถ จะอยู่ห่างจาก New York City ประมาณ 4 ชั่วโมง นอกจากนี้ก็ยังสามารถขับรถไปเที่ยวที่เมือง Rome, New York โดยจะใช้เวลาแค่ 15 นาที
  • Morrison Clark Historic Inn & Restaurant : ที่นี่ตั้งอยู่ใน Washington D.C. เมืองหลวงของอเมริกาซึ่งอยู่หางจาก New York City ไปแค่ 4 ชั่วโมง และโรงแรมนี้อยู่ใกล้กับทำเนียบขาวมากๆ โดยใช้เวลาเดินแค่ 18 นาที

ฝึกงานที่ไหนดีระหว่างไทยกับต่างประเทศ

     น้องๆ หลายคนอาจจะยังสงสัยหรือกำลังอยู่ในช่วงตัดสินใจว่าเราจะไปฝึกงานครัวที่ไหนดีระหว่างที่ไทยหรือที่ต่างประเทศ วันนี้พี่ IEE ก็จะมาเปรียบเที่ยบให้เห็นชัดๆ ไปเลยว่าการฝึกงานที่ประเทศไทยกับการฝึกงานที่ต่างประเทศมีข้อดีและข้อแตกต่างกันอย่างไร

ในประเทศไทยในต่างประเทศ
ได้อยู่ใกล้กับครอบครัว ไม่ต้องปรับตัวเยอะมากได้รับค่าตอบแทนและสวัสดิการเหมือนพนักงานจริงๆ และยังมีค่าทำงานล่วงเวลาหรือ OT อีกด้วย
มีเพื่อนร่วมงานที่สื่อสารกันได้ง่ายฝึกภาษาและได้เรียนรู้วัฒนธรรมต่างประเทศ และยังมีเพื่อนร่วมงานจะหลากหลายประเทศ
ได้เรียนรู้การทำงานในสถานการณ์จริงมีโอกาสได้ร่วมงานกับเชฟระดับโลก และยังมีโอกาสได้ทำงานในห้องครัวชื่อดังเช่น Hell’s Kitchen
เก็บเกี่ยวประสบการณ์และพัฒนาทักษะต่างๆได้พัฒนาทักษะการเอาตัวรอดได้ด้วยตนเอง

ทีนี้น้องๆ ก็อาจจะตัดสินใจได้แล้วว่าจะไปฝึกงานที่ไหนดี ถ้าหากน้องๆ เลือกว่าอยากจะไปฝึกงานที่ต่างประเทศ ก็สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับพี่ๆ IEE ได้ผ่านช่องทางข้างล่างนี้ได้เลย

086-449-1800
086-479-5833
02-612-9511

วัฒนธรรมการให้ Tips ที่อเมริกา

            การให้ tips ในสหรัฐอเมริกาถือเป็นเรื่องที่ปฏิบัติกันมานานและแพร่หลาย จนเป็นวัฒนธรรมของคนอเมริกันไปเลย โดยการให้ tips จะทำหลังจากที่ได้รับบริการจากร้านอาหาร, บาร์, ร้านทำผม, หรือบริการอื่นๆ ชาวต่างชาติบางคนที่ไปอเมริกาก็อาจจะเจอกับ Culture Shock อันนี้ว่าเขาให้กันไปทำไมแล้วให้กันอย่างไร 

            การให้ tips ของคนอเมริกันถือเป็นมารยาททางสังคมที่แสดงถึงความขอบคุณต่อผู้ให้บริการ และเป็นการช่วยเหลือให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น และยังเป็นเครื่องมือในการวัดคุณภาพการบริการของร้านนั้นๆ ด้วย หากได้ tips มากก็แสดงว่าลูกค้าพึงพอใจกับการบริการมาก แต่หากได้น้อยหรือไม่ได้เลย ก็แสดงว่าลูกค้าท่านนั้นไม่พอใจกับการบริการและตัวผู้ให้บริการก็ต้องปรับปรุง

            โดยทั่วไป คนอเมริกันจะให้ tips เป็นเปอร์เซ็นต์ของค่าบริการ ซึ่งมักจะอยู่ที่ 15-20% แต่ก็สามารถให้มากกว่านี้หรือน้อยกว่าหรือไม่ให้เลย ก็ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของลูกค้าท่านนั้นๆ เช่น บาร์เทนเดอร์ ควรให้ tips ประมาณ 1-2 ดอลลาร์ต่อเครื่องดื่ม, พนักงานโรงแรม ควรให้พนักงานยกกระเป๋า 1-2 ดอลลาร์ต่อกระเป๋า และ ให้ 2-5 ดอลลาร์ต่อคืนกับพนักงานทำความสะอาดห้อง แต่ร้านกาแฟไม่จำเป็นต้องให้ tips ก็ได้ แต่หากต้องการก็สามารถให้ 1-2 ดอลลาร์ก็ได้

            และก็เป็นเรื่องไม่แปลกหากเราคนไทยหรือชาติอื่นๆ ที่พึ่งเคยไปอเมริกาครั้งแรกจะยังงงๆ กับการให้ tips ของที่นั่นอยู่ เพราะวัฒนธรรมการให้ทิปจะไม่เหมือนกันในแต่ประเทศนั่นเอง

            ดังนั้นหากน้องๆ ต้องไปใช้บริการต่างเช่นร้านอาหารหรือร้านตัดผม ก็อย่าลืมให้ tips ผู้ให้บริการเพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณล่ะ

Privacy Overview

This website uses cookies so that we can provide you with the best user experience possible. Cookie information is stored in your browser and performs functions such as recognising you when you return to our website and helping our team to understand which sections of the website you find most interesting and useful.