พี่ๆ เชื่อว่ามีน้องๆ หลายคนที่อยากไปเรียนแลกเปลี่ยนที่จีนเพราะอยากไปฝึกภาษาหรือไปเรียนรู้วัฒนธรรมของเขากันใช่ไหม วันนี้พี่ๆ ก็จะมาบอกถึงเหตุผลต่างๆ ของประเทศจีนที่จะทำให้น้องๆ ตัดสินใจง่ายขึ้นว่าจะไปประเทศนี้ดีไหม
1. ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก: มีพื้นที่ 9.6 ล้านตารางกิโลเมตรและมีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน โดยมีเมืองหลวงอยู่ที่กรุงปักกิ่ง และประเทศจีนก็แบ่งการปกครองเป็น 22 มณฑล, 5 เขตปกครองตนเอง, 4 เทศบาลนคร (ปักกิ่ง เทียนจิน เซี่ยงไฮ้ และฉงชิ่ง) และ 2 เขตบริหารพิเศษ คือฮ่องกงและมาเก๊า
2. จีนเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจสำคัญของโลก: ตั้งแต่การปฏิรูปเศรษฐกิจเมื่อปี ค.ศ. 1978 ประเทศจีนจึงได้กลายมาเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจสำคัญที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยเป็นผู้ส่งออกสินค้าและเป็นผู้นำเข้าสินค้ารายใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก จึงทำให้เป็นประเทศที่น่าสนใจในการไปศึกษาต่อด้านธุรกิจ
3. มีการศึกษาที่ดีระดับโลก: ประเทศจีนเป็นผู้เริ่มต้นและคิดค้นในหลายๆ ศาสตร์วิชา อย่างเช่น วิชาธุรกิจ, ดาราศาสตร์, ศิลปะการต่อสู้, ปรัชญา และคณิตศาสตร์มาอย่างยาวนานมากกว่า 4,000 ปี อีกทั้งยังในด้านศิลปะ งานเขียน และอื่นๆ เช่นเดียวกัน และตอนนี้ประเทศจีนก็เปิดรับนักเรียนชาวต่างชาติมากขึ้นเพราะเขามีหลักสูตรที่สอนภาษาอังกฤษและยังร่วมมือกับอีก 70 ประเทศเพื่อยกระดับการแข่งขันทางเศรษฐกิจโลก
หากน้องสนใจที่จะไปเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศจีน น้องๆ สามารถติดต่อพี่ๆ IEE ได้ตามช่องทางข้างล่างนี้เลย
การไปเรียนที่ต่างประเทศ น้องๆ หลายคนคงคาดหวังว่าตัวน้องๆ จะได้ฝึกฝนภาษาของประเทศนั้นๆ ให้ดีขึ้น เช่น ถ้าไปอเมริกาน้องๆ ก็หวังว่าภาษาอังกฤษของน้องๆ จะดีขึ้น หรือถ้าไปจีน น้องๆ ก็หวังว่าภาษาจีนของน้องๆ จะดีขึ้นเหมือนกัน แต่การไปเรียนที่ต่างประเทศนั้นมีข้อดีที่มากกว่าด้านภาษาอีก วันนี้พี่ๆ ก็จะมาบอกถึงข้อดีในการไปเรียนที่ต่างประเทศกัน
1.เปิดประสบการณ์ใหม่ : การไปเรียนแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศนั้นถือว่าเป็นโอกาสที่ดี โอกาสที่เราจะได้เห็นโลกกว้างมากกว่าแค่ในประเทศของเรา น้องๆ จะได้เห็นถึงความต่างของสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม
2. สัมผัสการเรียนที่แตกต่างกับไทย : แน่นอนว่าที่ต่างประเทศนั้น การเรียนการศึกษาก็ต้องแตกต่างกับของที่ไทยอยู่แล้ว เช่น การเคารพธงชาติที่มีแค่ในประเทศไทยเท่านั้น รวมไปถึงวิชาเรียนที่น่าสนใจที่ไม่มีในบ้านเรา ซึ่งน้องๆ จะได้เข้าไปเรียนและสัมผัสประสบการณ์เรียนที่แปลกใหม่แน่นอน
3. การค้นหาตัวเอง : การไปเรียนแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศนั้นจะมีกิจกรรมที่หลากหลายให้ทำได้ทั้งในโรงเรียนและนอกโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นในด้านกีฬา ดนตรี ศิลปะ และอื่นๆ
4. ได้เติบโตและมีความรับผิดชอบที่มากขึ้น : การไปแลกเปลี่ยนที่ต่างประเทศ แน่นอนว่าจะมีความแตกต่างกันของสังคมกันอย่างสิ้นเชิง รวมไปถึงวัฒนธรรม ภาษาและสิ่งแวดล้อม น้องๆ จะต้องเข้าใจความแตกต่างและต้องปรับตัวให้เข้ากับสังคมของเขา ถ้าน้องๆ ทำได้ น้องๆก็สามารถเติบโตขึ้นไปอีกก้าวนึงเลย
5. ฝึกฝนภาษา : แน่นอนว่าการที่น้องๆ ได้ไปเรียนต่างประเทศ น้องๆ ก็จะถูกบังคับให้ใช้ภาษาของประเทศนั้นๆ ที่น้องไป น้องๆ จะได้ใช้ภาษานั้นในสถานการณ์จริงตลอดเวลา
จะเห็นได้ว่า 4 ข้อที่เป็นข้อดีที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของภาษานั้นเป็นข้อดีที่จะทำให้ตัวของน้องๆ พัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นทั้งนั้น ดังนั้นถ้าน้องๆ คนไหนสนใจที่จะไปเรียนแลกเปลี่ยนเพื่อฝึกฝนในแต่ละข้อ ก็สามารถติดต่อพี่ๆ IEE ได้เลย
น้องๆ คนไหนที่ชอบเล่นกีฬาแล้วสงสัยว่าที่อเมริกาจะมีกีฬาให้เล่นแบบที่ประเทศไทยรึเปล่า จะมีฟุตบอล, วอลเลย์บอลหรือบาสเก็ตบอลแบบไทยมั้ย วันนี้พี่ๆ จะมาบอกให้รู้ว่ากีฬาหลักๆ ที่เด็กมัธยมที่อเมริกาเขาเล่นกัน มีอะไรบ้าง
อเมริกันฟุตบอล (American Football)
ก็ต้องบอกว่าที่อเมริกาก็มีฟุตบอลเหมือนกัน แต่จะเป็นกีฬาคนละชนิดกับฟุตบอลที่เรารู้จักเลย ฟุตบอลของเขานั้นจะมีลักษณะที่คล้ายๆ กับกีฬารักบี้ คือจะแบ่งเป็น 2 ทีม ทีมละ 11 คน วิธีเล่นคือผู้เล่นจะถือลูกบอลสีน้ำตาลทรงรี และวิ่งหรือส่งต่อโดยการขว้างไปให้เพื่อนร่วมทีม ส่วนการทำคะแนนนั้นก็มีหลายวิธี อาจจะเป็นการถือลูกวิ่งผ่านเส้นประตูหรือส่งผ่านเพื่อนร่วมทีมที่อยู่เขตหลังเส้นประตู หรือจะเตะผ่านเสาประตูของอีกฝ่ายก็ได้ โดยฝ่ายที่ได้คะแนนมากที่สุดจะเป็นผู้ชนะ
บาสเก็ตบอลนั้นถือว่าเป็นกีฬาแห่งชาติของอเมริการองจากอเมริกันฟุตบอลเลย ทุกๆ โรงเรียนจะจริงจังกับการแข่งบาสเก็ตบอลเป็นอย่างมาก โดยกีฬาชนิดนี้ก็จะเล่นเป็นทีมเหมือนกัน โดยแบ่งเป็น 2 ทีม ใครชู้ตลูกบาสลงเข้าห่วงของฝ่ายตรงข้ามได้มากกว่าก็ถือเป็นผู้ชนะ
ไอซ์ฮ็อคกี้หรือฮ็อคกี้นั้นจะเป็นกีฬาที่นิยมเล่นกันแถบภาคเหนือของประเทศและแคนาดา กีฬาชนิดนี้จะเล่นกันเป็นทีม แบ่งออกเป็น 2 ทีม โดยจะเล่นกันบนลานสเก็ตน้ำแข็ง และใช้ไม้ฮ็อคกี้ตีลูกเพื่อให้เข้าประตูฝ่ายตรงข้าม
ส่วนฟุตบอลที่เรารู้จักกันชาวอเมริกันเขาจะเรียกว่าซ็อกเกอร์ (Soccer) โดยจะนิยมกันเฉพาะกลุ่ม ไม่ค่อยนิยมกันอย่างแพร่หลาย
ทีนี้น้องๆ ก็รู้แล้วว่าเราสามารถเล่นกีฬาอะไรได้บ้างที่อเมริกา ก็ขอให้น้องเลือกกีฬาที่ใช่และเล่นอย่างมีความสุข
น้องๆ คนไหนที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าเราจะไปเรียนแลกเปลี่ยนที่ประเทศไหนดีนะ อเมริกา, แคนาดา, อังกฤษ หรือจีนดี เพราะทุกประเทศก็มีข้อดีและก็น่าไปทั้งหมดเลย วันนี้พี่ๆ จะมาเล่าถึงข้อดีของหนึ่งในประเทศเหล่านี้ นั่นก็คือแคนาดา ว่าทำไมแคนาดาถึงเป็นหนึ่งในประเทศที่น่าไปแลกเปลี่ยน เพื่อให้น้องๆ สามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้นนั่นเอง
– คุณภาพการศึกษาที่สูง : แคนาดาถือว่าเป็นประเทศที่มีอันดับการศึกษาอันดับที่ 4 ของโลกเลย ทำให้มั่นใจได้ว่าการมาแลกเปลี่ยนที่นี้จะมีผลที่ดีอย่างแน่นอน
– ความปลอดภัยสูง : อันดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ของแคนาดาก็ติดอันดับโลกด้วยเช่นเดียวกัน โดยอันดับความปลอดภัยทางไซเบอร์ของแคนาดาอยู่อันดับที่ 6 เลยทีเดียว
– ได้เจอความหลากหลายทางวัฒนธรรม : เนื่องจากที่แคนาดาได้เปิดรับให้คนจากหลากหลายประเทศทั่วโลกเข้ามาอยู่อาศัย จึงทำให้เกิดความหลากหลายทางวัฒนธรรมและภาษาที่ประเทศแห่งนี้ และน้องๆ จะไม่ได้เรียนแค่ภาษาอังกฤษกับฝรั่งเศส เพราะน้องจะได้เรียนภาษาที่สามหรือสี่หรืออีกมากมายเลย
– ธรรมชาติที่สวยงาม : แคนาดานั้นเป็นประเทศที่มีขนาดใหญ่ ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกเลย จึงไม่แปลกที่ประเทศนี้จะมีธรรมชาติที่สวยงามอยู่มากมาย น้องๆ สามารถไปเดินเล่นที่อ่างเก็บน้ำหรือป่ากับโฮสของน้องๆ ได้ตลอดทั้งปีเลย
– ฤดูกาลที่ไม่เหมือนที่ไทย : ประเทศแคนาดานั้นมี 4 ฤดู ไม่เหมือนกับที่ไทยที่จะมีแค่ 3 ฤดู โดย 4 ฤดูนั้นมี ฤดูร้อน (Summer), ฤดูใบไม้ผลิ (Spring), ฤดูใบไม้ร่วง (Autumn) และฤดูหนาว (Winter) รับรองได้ว่าแต่ละฤดูของแคนาดาจะไม่เหมือนที่ไทยอย่างแน่นอน
อ่านมาถึงตรงนี้แล้วน้องๆ เกิดมีความสนใจและตัดสินใจได้แล้วว่าแคนาดาคือประเทศที่เหมาะกับเราจริงๆ ก็สามารถติดต่อเพื่อพูดคุยกับพี่ๆ IEE ได้เลย หรือน้องๆ คนไหนยังไม่รู้ว่าจะไปแลกเปลี่ยนที่ประเทศไหนดี ก็สามารถติดต่อพี่ๆ IEE เพื่อปรึกษาได้เช่นเดียวกัน โดยช่องทางการติดต่อมีดังนี้
083-069-2556 086-490-2400 086-490-3221 02-612-9511 ต่อ 15
น้องๆ ที่อยากไปแลกเปลี่ยนบางคนคงสงสัยว่าทุนวีซ่า J1 กับทุน F1 แตกต่างกันอย่างไร หรือยังไม่รู้ตัวเองว่าเราเหมาะกับทุนประเภทไหน วันนี้พี่ๆ IEE จะมาอธิบายให้ฟัง โดยมีความแตกต่างตามหัวข้อดังนี้
หัวข้อ Visa J1 Visa F1 ระยะเวลาโครงการ เรียนได้ 1 ปี เรียนต่อได้จนจบมัธยมปลาย โรงเรียน องค์กรจัดหาโรงเรียนให้ เลือกโรงเรียนได้ด้วยตัวเอง ประเภทของโรงเรียน โรงเรียนรัฐบาล โรงเรียนรัฐบาล, เอกชน, ประจำ ที่พัก Host Family Host Family หรือหอพักนักเรียน เมื่อจบโครงการฯจะได้รับ Transcript, ประกาศนียบัตรเข้าร่วมโครงการฯ High School Diploma (ตามเงื่อนไขของแต่ละโรงเรียน), Transcript, ประกาศนียบัตรเข้าร่วมโครงการฯ เหมาะสำหรับ นักเรียนที่ต้องการประสบการณ์และใช้ชีวิตที่ต่างประเทศ, ค้นหาตัวเอง หรือทดลองเรียนก่อนตัดสินใจเรียนต่อระยะยาว นักเรียนมีเป้าหมายต่อระดับมัธยมปลายหรือมหาวิทยาลัยที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ค่าธรรมเนียมโครงการ 4 แสนกลางๆ – 5 แสน 7 แสนกลางๆ – 8 แสน
น้องๆ หรือผู้ปกครองท่านใดเปรียบเทียบกันแล้วแล้วรู้ตัวเองแล้วว่าเหมาะกับทุนแบบไหน ก็สามารถติดต่อพี่ๆ IEE หรือสอบถามเพิ่มเต็มได้ที่ช่องทางการติดต่อด้านล่างได้เลย
083-069-2556 086-490-2400 086-490-3221 02-612-9511 ต่อ 15
“ซินเหนียนไคว่เล่อ” หรือสุขสันต์วันปีใหม่ ช่วงนี้ก็ใกล้จะตรุษจีนแล้ว น้องๆ อยากรู้ไหมว่าคนจีนแท้ที่อยู่แผ่นดินใหญ่เขาทำอะไรกันบ้าง เขามีการไหว้บรรพบุรุษ หรือแจกอั่งเปาเหมือนกับที่ไทยหรือเปล่า เดี๋ยวพี่ IEE จะเล่าให้ฟัง
คนจีนมักจะกลับบ้านไปหาพ่อแม่หรือครอบครัวในช่วงตรุษจีน
ช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ประเทศจีนก็มีลักษณะคล้ายๆ กับเหมือนกับเทศกาลสงกรานต์ของไทยที่จะหยุดกันหลายๆ วัน ซึ่งในปี 2025 ชาวจีนจะหยุดกันตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม 2025 – วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2025 แล้วในช่วงเวลานี้คนจีนก็จะกลับบ้านเกิดเพื่อกลับไปหาพ่อแม่หรือไปหาครอบครัวนั่นเอง
การทานอาหารร่วมกันกับพ่อแม่หรือครอบครัวในช่วงตรุษจีน
ก็เหมือนกันคนไทยเชื้อสายจีนที่จะมีการรวมญาติและกินข้าวร่วมกันเพื่อถามถึงสารทุกข์สุกดิบที่ผ่านมาในปีที่แล้ว และข้อห้ามที่ห้ามทำเลยบนโต๊ะอาหารของชาวจีนคือการปักตะเกียบลงตรงกลางข้าว ให้วางบนถ้วยข้าวหรือข้างๆ แทน เพราะเหมือนเป็นการสาปแช่งผู้ที่ตักข้าวให้กับเรา
การให้อั่งเปานั้นเป็นสัญลักษณ์ของผู้ให้ที่ต้องการให้ความปรารถนาดีและความโชคดีแก่ผู้ที่ได้รับอั่งเปา โดยซองที่เอาไว้ใส่เงินนั้นมักจะเป็นสีแดงซึ่งเป็นสีมงคลของคนจีน
การแปะคำอวยพรที่ประตูบ้าน
เป็นการแปะเพื่อเสริมความสิริมงคล, ความสุขและขอให้มีโชคในปีใหม่ให้กับเจ้าของบ้านและครอบครัว โดยจะติดคำว่า “ฝู” กลับหัว
การจุดประทัดของชาวจีนจะจุดกันในเช้าวันแรกของปีใหม่ เพื่อคนจีนเชื่อว่าการจุดประทัดนั้นคือการไล่สิ่งที่ไม่ดีออกไป และเป็นการเริ่มต้นปีด้วยความคึกคัก
และยังมีกิจกรรมอื่นๆ อีก เช่น การทานเกี๊ยวข้ามปีเพราะคนจีนเชื่อว่าจะทำให้เงินไหลมาเข้าตัวเอง หรือการทานบัวลอยในช่วงตรุษจีนเพราะเป็นสัญลักษณ์การที่ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน
ในตรุษจีนปีนี้ พี่ๆ IEE ก็ขออวยพรเนื่องในโอกาสเทศกาลตรุสจีนเป็นภาษาจีนกลางว่า “ซินเจิ้งหรูอี้ ซินเหนียนฟาไฉ” หรือคิดสิ่งใดก็ให้สมปรารถนา มีแต่ความสุขและร่ำรวยตลอดปี
คำว่า “Advent” มาจากคำภาษาละติน “adventus” แปลว่า “การมาถึง” โดยสำหรับชาวคริสต์ก็คือเทศกาลเตรียมรับเสด็จพระคริสต์ เป็นช่วงเวลา 4 สัปดาห์ก่อนพระคริสต์สมภพ เริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ของสัปดาห์แรกไปจนถึงวันคริสต์มาส ซึ่งวันเริ่มนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปทุกปี เนื่องด้วยวันที่ 25 ธันวาคมของแต่ละปีก็ตรงกับวันในสัปดาห์ที่ต่างกัน เช่น ในปี 2020 วันอาทิตย์แรกจะตรงกับวันที่ 29 พฤศจิกายน ส่วนปีนี้ตรงกับวันที่ 3 ธันวาคมที่ผ่านมา แสดงให้เห็นถึงระยะเวลาจากวันเริ่มถึงวันที่ 25 ที่แตกต่างกันไปด้วย
อย่างไรก็ตาม ปฏิทินที่เรียกกันว่า “Advent Calendar” ในปัจจุบัน มีความคงเส้นคงวาแตกต่างจากที่ Advent เป็นตัวปฏิทินนี้ หากกล่าวโดยภาพรวม คือปฏิทินที่มีลักษณะพิเศษร่วมอยู่ที่กล่องหรือประตูเล็ก ๆ ที่สามารถดึงหรือเปิดออกมาได้ 24 – 25 ช่อง พร้อมกำกับเลขประจำวันเอาไว้ เพื่อให้สมาชิกในครอบครัวได้ร่วมลุ้นของขวัญชิ้นเล็กๆ น้อย ๆ ที่ซ่อนอยู่หลังช่องประจำวัน และถ้าหากเริ่มเปิดดูของขวัญชิ้นแรกในวันที่ 1 ธันวาคมแล้ว ก็จะได้เปิดกล่องสุดท้ายในวันคริสต์มาสอีฟหรือวันคริสต์มาสพอดี นับเป็นการนับถอยหลังรอคอยวันคริสต์มาสอย่างง่าย ๆ และปักหมุดใช้ได้ตลอดแบบไม่ต้องคำนวณระยะเวลาใหม่เลย
ซึ่งคาดว่าแนวคิดของ Advent Calendar มีให้เห็นตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 19 เมื่อครอบครัวของชาวเยอรมันเริ่มนับถอยหลังสู่เทศกาลคริสต์มาสด้วยการทำเครื่องหมายที่ประตูหรือผนังด้วยชอล์ก จากนั้นจึงพัฒนามาเป็นการทำปฏิทินทำมือจากวัสดุ เช่น ไม้ สำหรับการใช้ในครัวเรือน
Advent calendar คืออะไร ปฏิทิน Advent ความสำคัญของเทศกาล Advent
Advent calendar คือ ปฏิทินพิเศษของเทศกาล Advent ที่ถูกใช้ในการนับวันถอยหลังสู่เทศกาลคริสต์มาส โดยวันอาทิตย์แรกที่จะเริ่มนับของ Advent นั้น ไม่ได้กำหนดโดยชัดเจน แต่จะอยู่ช่วงตั้งแต่วันที่ 27 พฤศจิกายน ถึง วันที่ 3 ธันวาคม ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว ในปฏิทินเมื่อนำมาปรับใหม่ก็มักจะเริ่มต้นที่ วันที่ 1 ธันวาคม
Advent Sunday 2019 (วันอาทิตย์แรกของการเริ่มปฏิทิน) คือวันอาทิตย์ที่ 1 ธันวาคม
ปฏิทิน Advent ในปัจจุบัน
ในปัจจุบันมีความหลากหลายของปฏิทิน Advent มากขึ้น ทั้งในรูปแบบของออนไลน์ และการนำมาผลิตเป็นของขวัญ แต่เราก็ยังคงเห็นปฏิทินในรูปแบบดั้งเดิมที่ต้องการบอกเล่าเรื่องราวของคริสต์มาส เพื่อคงไว้ซึ่งวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของเทศกาลอยู่บ้าง
ใครอยากไปเรียนแลกเปลี่ยน แต่กังวลเรื่องการกลับมาซ้ำชั้นฟังทางนี้
🌟 ห้ามพลาด! กับกิจกรรม “IEE Alumni Talk จากพี่สู่น้อง” 🌟 กิจกรรมที่พี่ๆ ศิษย์เก่า IEE จะมาแชร์ข้อมูลเกี่ยวกับการไปแลกเปลี่ยนให้น้องๆ แบบจัดหนักจัดเต็ม โดยหัวข้อในเดือนนี้ ก็จะมาพูดถึงการไปเรียนแลกเปลี่ยนยังไงไม่ต้องกลับมาซ้ำชั้น โดยพบกับพี่คุ้ม IEE รุ่นที่ 14 ที่เคยไปแลกเปลี่ยนที่อเมริกากลับมา และไม่ต้องซ้ำชั้น แถมปัจจุบันยังศึกษาในสาขาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์การบิน(AVE) สถาบันการบินพลเรือน
ซึ่งพี่คุ้มจะมาแชร์การวางแผนก่อนการไปแลกเปลี่ยนเพื่อไม่กลับมาซ้ำชั้น รวมไปถึงเทคนิคการสอบต่างๆ ✅ GED คืออะไร ✅ TOEIC จำเป็นไหม ✅ IELTS ต้องสอบหรือเปล่า ✅ การยื่น Portfolio ต้องทำเมื่อไหร่
โดยกิจกรรม Open house จะเริ่มต้นที่
13:00 น. – 13:30 น. ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม 13:30 น. เป็นต้นไป พบกับพี่คุ้มและพี่ๆ IEE
จุดนัดพบ 💚✨
📅 วันเสาร์ที่ 30 พฤศจิกายน เวลา 13:00 น. 📍 IEE Experience Center, อาคารพญาไทพลาซ่า ชั้น 15
ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรม
สำหรับใครที่สนใจไปแลกเปลี่ยนที่ประเทศแคนาดาต้องห้ามพลาด เพราะเจ้าหน้าที่จาก School District No 36 (Surrey) ที่บินตรงมาจากประเทศแคนาดา จะมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการไปแลกเปลี่ยนที่แคนาดา รวมไปถึงแชร์ข้อมูลต่างๆ ในการไปอยู่ที่ประเทศแคนาดา
โดยจะจัดขึ้นใน วันพฤหัสบดี ที่ 26 กันยายน 2024 ทาง ZOOM MEETING เวลา 17:00 น. – 18:00 น.
งานนี้ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย!! ✨ พูดคุยกับเจ้าหน้าที่จากเขตการศึกษาที่ประเทศแคนาดา ที่จะมาให้ข้อมูลการไปเรียนที่แคนาดา ✨ แชร์ประสบการณ์การเรียนในโรงเรียนที่แคนาดากับเจ้าหน้าที่ ✨ พูดคุยเรื่องรายละเอียดวิชา การเรียนในแคนาดา วิชาไหนน่าสนใจ วิชาไหนยาก มาดูกัน ✨ แชร์ประสบการณ์ชีวิตแต่ละวันของนักเรียนในแคนาดา Host Family ในแคนาดา เป็นยังไงบ้าง